Menu:

 
2 มิ .ย. 2553

            เช้าทำกิจส่วนตัวเหมือนปกติทั่วไป  ล้างหน้าแปรงฟัน  เก็บที่นอน  จัดห้อง มุมโต๊ะหนังสือ

            ฉันเช้าเสร็จ  รอเวลาเพื่อที่จะไปฉันเพลที่บ้านงานศพ  ขณะรอเพื่อไม่เป็นการเสียเวลา  พักผ่อนเอาแรงไปพลางๆ

            แม็งๆ เสียงระฆังดังขึ้น  ข้าพเจ้ารู้ตัวว่า  นั่นเป็นเสียงเตือนให้รู้ว่า  รถมาถึงแล้ว  จึงครองผ้าออกไปขึ้นรถ

            เมื่อเห็นรถ  ข้าพเจ้าคิดสนุก  คนเดียว  ไปได้ไม่ถึงไหนหรอก  แค่รังสิต  ถึงบางประอินนี่ล่ะ  เพราะขณะนั่งในรถ  จะมีเสียงเพลงซึ่งติดในอยู่รถตลอดเวลาทั้ง  3  วัน  เช้า เพล  ค่ำ  จะได้ยินเพลงนี้ตลอด “ ตั้งแต่รังสิต ไปจนติดบางประอินทร์” พอได้ยินบ่อยๆ ก่อนไปถึงบ้านงานข้าพเจ้าแซวคนขับรถว่า  “โยมไปรังสิต” ไม่รู้ว่าคนขับเข้าใจความหมายที่ข้าพเจ้าสัพยอกนั่นไหม  เขาถามกลับ  ไปถึงหัวลำโพงไหม  เพื่อไม่เป็นการเก้อเขิน  ข้าพเจ้าตอบไปว่า  ดีเหมือนกัน  ขณะเดียวกัน  ท่านวิทยาพูดขึ้นบ้าง  โยมเปิดเพลงสุรพลก็เพราะดีเหมือนกัน  ทำให้คนขับรู้ตัว  รีบเปลี่ยนด่วน  และมีเรื่องน่าขำอีกอย่างคือ  แผ่นซีดีไม่ว่า ชุดไหน  ก่อนเข้าบทเพลง  คำไตเติลมีคำเตื่อนว่า  ซีดีชุดนี้  ใครซื้อของแท้  ขอให้ฟังสนุก  ครอบครัวเจริญ  แต่ถ้าใครซั้อของปลอบ  ให้ฉิบหาย  มีแต่ควาวอดวาย  ครอบครัวยับเยินไป  ข้าพเจ้าเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อความนี้ให้กับคนขับรถว่า  โยมวีดีนี้แผ่นจริงหรือแผ่นปลอม  เขาตอบว่า  ปลอม  ซื้อแผ่นจริงไม่ได้หรอก แพง  ข้าพเจ้ามิได้จะตำหนิเขา  จึงรีบพูดไปว่า  โยมเมื่อจะซื้อแผ่นซีดีนี้  ให้สมมติว่าราคา  30 – 40 บาท ก็ไม่ต้องซื้อ  บอกคนขายว่า  ขอบริจาค 30 บาท  ถ้าซื้อจะฉิบหายนะ  เมื่อข้าพเจ้าพูดจบ ภายในรถก็ขำขัน  หัวเราะชอบใจ

            แต่ข้าพเจ้าคิดต่อไปอีก  คนที่ทำซีดีชุดนี้  ได้ซื้อลิขสิทธิ์ถูกต้องตามกฏหมายหรือไม่  ถึงได้สาปแช่งกันเพียงนี้  เพราะในไทยเอง  ข้าพเจ้านั่งรถโยมบางคน ได้ยินเพลง  ไม่เห็นได้ยินคำเหล่านี้เลย

            ถึงบ้านงานศพ  ทำพิธีถวายสังฆทาน  และสวดมนต์เล็กน้อย  ฉันเพลงเสร็จ  รอคนขับรถกินข้าว

            ขณะรอก็เดินเล่นบริเวณบ้านงานศพ  ด้านหลังบ้านมีต้นกระท่อม  และทุ่งนาเขียวขจีอยู่   พระจึงพากันไปหลบร้อนใต้ต้นกระท่อม  มันสูงสามชั่วคน  ใบเขียวเต็มต้น เรียงตามแนวคันนา 3-4 ต้น

            ข้าพเจ้าไปนั่งใต้ต้นกระท่อม  เอ่ยกับพระชาวมาเลย์ขำๆ ว่า “มะพ่อหลวง  มานั่งใต้ร่มต้นกระท่อมรับลมเย็นๆ”  เวลาแดดร้อนกลางวันนั้น  หาที่นั่งสบายเช่นนี้คงยาก

พ่อหลวงเอ่ยตอบกลับมา “ใบนี้  อยู่ที่ต้นไม่เป็นไร  ถ้าไปเด็ดมันมา ผิดกฏหมายนะ”

            ข้าพเจ้าพอเข้าใจความหมายที่ท่านพูด  เพราะกระท่อมถือเป็นสารเสพติด

            นั่งคุยกันไป   อุน  พระใหม่ชาวมาเลเซียคนในท้องถิ่น เชื่อสายจีน  ผิวขาว  หน้าตี๋  ถ่ายรูปเก็บบรรยากาศท้องทุ่ง  ข้าวกล้าที่นี่มีความงาม ท่ามกลางระหว่างบรรยากาศความเศร้าเสียใจจของงานศพ  ด้านหลังเป็นงานศพ  เบื้องหน้าคือท้องนาสีเขียวมองดูแล้วเพลินตาดี

            คนขับกินข้าวเสร็จแล้ว  จึงขับรถมาส่งพระที่วัด

            เมื่อวานตอนใกล้ค่ำ  ข้าพเจ้า  ท่านวิทยา  และท่านอุนนั่งสนทนากันอยู่  ท่านอุนเสนอว่า  จะพาไปเที่ยวสวนสัตว์ฉันเช้าเสร็จจะให้เพื่อนมารับแล้วพาไป  แต่อาจารย์เจ้าอาวาสให้ไปฉันเพลบ้านงานศพก่อน  บ่ายค่อยไป  จึงเลื่อนเวลาออกไปคือ  ตอนบ่าย  ดังนั้น  บ่ายนี้จึงพักผ่อน รอรถมารับ

            ขณะพักผ่อนข้าพเจ้าฝันว่า   เจอชายชราผู้หนึ่ง   หน้าตาไม่คุ้นเคยมาทักทายข้าพเจ้า  ซึ่งอยู่บริเวณคลองระบายน้ำ  

            “ลุงมาจากไหน”ข้าพเจ้าเอ่ยถาม

            “อยู่แถวๆ นี้แหละ” ลุงตอบยิ้มๆ   ข้าพเจ้าถามชื่อ  แต่จำไม่ได้ว่าลุงตอบว่าไง  ในความฝันคิดว่าลุงน่าจะ 60-70 ปีแล้ว

            “แล้วท่านมาจากไหน” ลุงถามข้าพเจ้าบ้าง

            “กรุงเทพฯ” ข้าพเจ้าตอบเพียงสั้นๆ เพราะไม่คุ้นเคย

            “ลุงเคยไปบ่อยกรุงเทพฯ  เจ้านายอยู่ที่นั่น”  เมื่อลุงพูดจบ  ข้าพเจ้าพยายามค้นหาความเป็นตัวตนของลุง  โดยอาศัยหลักโหราศาสตร์  จึงถามไปว่า  ลุงเกิดวันจันทร์ไหม  ลุงปฏิเสธ  จึงทายไปอีก  วันอังคาร  ไม่ถูกอีก  ทายอีก  วันอาทิตย์  ไม่ถูกอีก  ลุงขำๆ ข้าพเจ้า

            “ทายอีกสิ” ลุงสัพยอก

            “ไม่ล่ะลุง  อาจารย์บอกว่าถ้าทายไม่ถูก 2-3 ครั้งให้หยุด  อย่าไปทาย” แต่ลุงก็พยายามให้ข้าพเจ้าทายอีก  จึงทายไปอีก  แต่คราวนี้ข้าพเจ้าจับยามอัฐกาล  ปรากฏว่าเป็นยามอาทิตย์และขณะคุยอยู่ใกล้คลอง  ลุงทำงานเกี่ยวกับชลประทานอีกจึงทายไปว่า  วันจันทร์  ไม่งั้นก็วันอังคาร  ลุงเฉลยว่า  วันอังคาร  พอลุงเฉลยเสร็จ  ก็เดินจากไป ข้าพเจ้าเลยตื่น ครั้งแรกทายไป ว่าเกิดวันอังคารถูกแล้ว แต่ในความฝัน ไม่ได้เอะใจกับคำเฉลยมากนัก

            ข้าพเจ้าลุกจากเตียงมานั่งบันทึกเสียงไว้ในโทรศัพท์เล่าเหตุการณ์ความฝันแล้วมาพิจารณา  ว่าจะเกิดเหตุเหมือนกับที่ตัวเองฝันหรือเปล่า  เพราะวันก่อนข้าพเจ้าฝันได้เจาะเลือด  และไปงานแต่ง  ก็เกิดขึ้นอย่างที่ฝัน  ฝันว่าได้เจาะเลือด  มีหน่วยแพทย์เคลื่อนที่มาตั้งศูนย์รับบริจาคเลือดที่วัด  ในความฝัน   ข้าพเจ้าเจาะเลือด   แต่เหตุการณ์จริง  ยังมิได้ถูกเจาะ  ฝันว่าไปร่วมงานแต่ง  ก็ได้ไปจริงๆ   ผิดแต่สถานที่และบุคคล

            ฝันคราวนี้  ข้าพเจ้าจึงมาลุ้นว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรแน่  ความงฝันนี้ข้าพเจ้าเล่าให้ท่านวิทยาฟังเพื่อเป็นพยาน  เมื่อเกิดเหตุขึ้นจะได้มีหลักฐานบุคคลยืนยันช่วย

            ค่ำนี้เช่นเคย  รถเบ้นซ์พร้อมคนขับคนเก่าเข้ามารับพระในวัด  เพื่อไปร่วมสวดศพกับวัดอื่น

            เมื่อไปถึง  พระวัดอื่นยังมาไม่ถึง  จึงนั่งคอย  พ่อหลวงพระชาวมาเลเซียเกิดอาการวิงเวียน  ถามหาหยูกยาเครื่องแก้บรรเทาอาการที่เกิดขึ้นในร่างกาย

            พ่อเฒ่าเจ้าพิธี  ขออนุญาตขึ้นอาสน์สงฆ์แล้วเข้าประชิดพ่อหลวง  บอกคำขออนุญาต  แล้วบีบๆ นวดๆ  ท่องคำบริกรรมคาถา  ปากเป่าลงไปบริเวณลำคอ  หัวไหร่  หลายครั้ง

            ข้าพเจ้าพูดสัพยอกท่านวิทยา  เพราะท่านชอบพกเครื่องรางของขลังติดตัว   ท่านพกหอยดูดพิษ  ข้าพเจ้าบอกให้ท่านวิทยาลองนำไปให้พ่อหลวง จับๆ  ลูบๆ คลำๆ  เผื่อหอยดูดสิ่งไม่ดีนั้นออกจากตัวพ่อหลวงได้บ้าง  ท่านหันมาพูดยิ้มๆ  หาว่าข้าพเจ้าบ้าไปแล้ว  ข้าพเจ้าพยายามขยั้นขยอท่านให้ท่านเอาหอยไปให้พ่อหลวง  แต่ท่านก็บ่ายเบี่ยงอย่างเดิม

            พ่อเฒ่าผู้ทำพิธีผละตัวออกจากพ่อหลวงชาวมาเลเซีย  คงจะดีขึ้นบ้าง

            พระมาครบ  คืนนี้  มีการแสดงเทศน์  พระวัดอื่นมิใช่วัดคูบังตีฆา  ที่จริงเป็นวาระของวัดคูบังตีฆาต้องเทศน์  คนขับรถที่มารับก็ถามว่าจะเทศน์ไหม  ข้าพเจ้าตอบว่า มิได้เตรียม  ให้พระวัดอื่นเถอะ

            ใจความพระที่เทศน์คืนนั้น  เรื่องกรรม  การตาย  ท่านยกตัวอย่าง  การมาร่วมงานศพ  เป็นเจ้าภาพงานศพและเป็นศพเอง  ท่านเทศน์ประมาณ 30 นาที  สวดอภิธรรมต่อ  กรวดน้ำ  ให้พร  เป็นอับจบพิธีของคืนนี้

โฆษกประกาศว่า  คืนนี้เป็นคืนสุดท้าย  ข้าพเจ้ามองเห็นรถ  และผู้คนมาร่วมงานเยอะกว่าวันไหน ๆ  อาจจะผู้ตายมีญาติ  และเป็นที่รู้จักของผู้คน

 
 
1 มิ.ย. 2553

            หลังจากฉันเช้าเสร็จแล้ว  รอเวลาเพล ต้องไปสวมมนต์งานแต่งหลังวัด  อยู่อีกฝั่งภูเขา  ไปกันหมดทั้งวัด   เจ้าบ่าวและเจ้าสาวรูปร่างอ้วนถ้วนสมบูรณ์

            พิธีงานคล้ายเมืองไทย  แปลกแต่ท้องถิ่นของไทยจะมีลักษณะแตกต่างกัน  ที่พอจะสังเกตเห็นในงานแต่งนี้คือ  ไม่มีน้ำมนต์  เอาดอกเข็มสีแดงแทน  พระจะเป็นผู้โปรยดอกเข็มแทนการพรมน้ำมนต์ให้กับคู่บ่าวสาว  พระทำหน้าที่สวดมนต์สองสามบท  อาจารย์เจ้าอาวาสอบรมสั่งสอน พูดให้โอวาทพอสมควรแล้วเป็นอันเสร็จพิธีกรรมทางศาสนา

            ฉันเพลงานแต่งเสร็จ  ใกล้บ้านงาน  ข้าพเจ้า  ท่านวิทยาและพระชาวมาเลย์ท้องถิ่นพากันเดินไปดูศาลเจ้าของจีน  อยู่ติดกับภูเขา  ประตูรั้วปิด  เข้าไปสำรวจภายในไม่ได้  แต่พอสังเกตได้บ้างว่า  จะมีสิ่งก่อสร้างถาวรวัตถุไม่มาก  เช่น  ศาลาใหญ่กันแดด ลม ฝน ไว้ประกอบพิธีไหว้เจ้าของชาวจีน  มีที่พักและป่องคล้ายถ้ำอยู่ด้านบนเหนือหลังคาของศาลาหลังใหญ่  ถระถางธูป  เทียนดอกไม้  รอบๆ  ศาลเจ้าค่อนข้างสะอาด

            พอสำรวจเสร็จกะว่าจะเดินกลับวัดคูบังตีฆา  แต่เนื่องจากว่าอากาศตอนกลางวันร้อนมาก  จึงอาศัยรถกลับเช่นเดิม

            บ่ายสอง  ฝนพรำลง  ปรับอากาศให้เย็นสบาย  เด็กมาเรียนคนเดียว  ข้าพเจ้าพูดกับท่านวิทยาว่า ความเป็นครู  จะมีคนมาเรียนเท่าไหร่ก็ต้องสอน  และทำหน้าที่อย่างสม่ำเสมอ  เพราะจะมาเพียงหนึ่งคน  แต่เขาตั้งใจ ดีกว่ามามากแล้ว  เล่น  คุย หยอกล้อกัน  กลับบ้านมิได้อะไร ก็ไม่สมควร  เมื่อพูดคุยกันดังนี้แล้ว  ข้าพเจ้าก็ถือไมค์ตามท่านวิทยาไป

            นักเรียนก็เก้  ๆ กังๆ  คงจะทำตัวไม่ถูก  เพราะมาคนเดียว  ข้าพเจ้าปรึกษากันว่า  ถึงเวลาใครจะมาเรียนหรือไม่มาก็ชั่งเขา  ถึงเวลาสอนเลยย  เพราะถ้ารั้งรอไป  เวลาก็ช้า  เพราะคิดว่า  ถ้าอาจารย์ไม่ได้สอนเวลานี้  เวลาเท่านี้ต่างหากที่อาจารย์สอน  ก็จะมาเวลานั้น  ทำให้ถอยเวลาเรียนที่แท้จริงออกไปอีก

            ทั้งนักเรียนและครูพากันไหว้พระ  ข้าพเจ้าพูดเป็นขวัญ  กำลังใจกับนักเรียนซึ่งมาคนเดียว  เมื่อพูดจบ  ใช้เวลาสิบห้านาที  สังเกตเห็นใบหน้าและแววตา ประกายแห่งความมุ่งมั่น ในการอยากเรียนเพิ่มขึ้น

ฝนหยุดตก  เกือบจะบ่ายสาม  เสียงมอเตอร์ไซค์ของผู้ปกครอง  เริ่มทยอยมาส่งลูกๆ  เข้าเรียน

            มีสองสาเหตุที่นักเรียนมาช้า 1. กลับจากโรงเรียนช้าและ 2. ฝนตก  ทำให้เด็กมาตามกำหนดคงไม่ได้  ที่สอนๆ กันอยู่  เป็นเพียงความยินยอมพร้อมใจมาเรียนเฉยๆ  ไม่มีอะไรผูกมัด  เด็กบางคนไม่ได้กระตือรือร้นเหมือนสองสสามวันที่ผ่านมา  คงเหนื่อยหลังจากร่ำเรียนในโรงเรียนรัฐบาลมาหลายชั่วโมง  ยังมาเรียนต่อที่วัดอีก  ทำให้ความรู้สึกอยากเรียนน้อย

            กลางคืนทั้งวัดเว้นอาจารย์เจ้าอาวาสไปสวดงานศพอีกครั้ง  ข้าพเจ้าไม่ถนัดสวดงานศพ  เนื่องจากว่าที่กรุงเทพฯนั้น  กลุ่มที่สวดงานศพ เรียกว่า สวดอภิธรรม  พระที่สวดต้องซักซ้อมกันก่อน ข้าพเจ้า ไม่ได้ซักซ้อมเลย ทำให้สวดลำบาก เลยไม่ค่อยไปสวดนัก เลี่ยงให้พระที่สวดประจำไป  แวะวันนี้ ข้าพเจ้าพยายามพูดคุยกับท่านวิทยา  ท่านวิทยาเองก็พยายามให้ข้าพเจ้าสวดให้ได้  ซึ่งก็โตเถียงประเด็นนี้

            คืนนี้หลังจากกลับจากสวดศพ  ข้าพไม่สบายใจเพราะสวดอธิธรรมไม่ได้  ใจจริงอยากบอกปฏิเสธอาจารย์เจ้าอาวาส  แต่ก็เกรงท่านจึงไม่ได้พูดอย่างที่ตนคิด  เลยต้องจำใจไป  พยายามทำสมาธิ  คิดใคร่ครวญ  ไตร่ตรองหลายๆ ด้าน  มีเหตุผลสมกับที่ร่ำเรียนหนังสือหนังหาระดับปริญญาตรี

 
 
31 พ.ค. 2553

07.30น. ฉันเช้า บรรยากาศ มีหมอกปกคลุมบริเวณวัด

10.00น. ไปสวดมนต์และฉันเพลงานศพ  ห่างจากวัดคูบังตีฆา ประมาณ 10 กม. อากาศช่วงนี้อบอ้าว  แต่ขณะเดินทางกลับ  ฝนตั้งเค้าและโปรยปรายนิดหน่อย

บ่ายเศษเด็กๆ  ที่จะมาเรียนภาษาไทยกับท่านวิทยาเริ่มสนิทกับพวกเรา  จึงเดินเข้ามาในห้องข้าพเจ้า(เด็กผู้ชาย) ส่งเสียงเจื้อยแจ้ว “พระอาจารย์สอนไหม๊ วันนี้” สำเนียงใต้  ทำให้ต้องเตรียมตัวไปทำหน้าที่สอน

ศาลาทรงไทยประยุกต์ติดกับต้นโพธิ์ ตั้งเด่นอยู่กลางวัด เป็นสถานที่เรียนของเด็กๆ ไทย – พุทธและรอบๆ  บริเวณวัด  โต๊ะไม้ยาวเรียงแถวกันสามแถวมีเก้าอี้นั่งประมาณ 20 ที่ ช่วงบ่ายของทุกวัน  เป็นคาบเรียนภาษาไทย  ส่วนภาคค่ำ สองทุ่มเป็นเวลาเรียนธรรมศึกษา 

ฝนลงเม็ดใหญ่กว่าตอนเที่ยงวัน  ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงฝนหยุดตก  แล้วก็พรมเม็ดลงมาชุ่มฉ่ำอีกครั้ง

ข้าพเจ้าพาเด็ก ๆ ที่ส่งเสียงจอแจทเดินไปศาลาเรียน  ท่านวิทยาขอตัวทำกิจส่วนตัว จึงให้ข้าพเจ้าทำหน้าที่แทนไปพลางๆ ก่อน

ข้าพเจ้าเล่าเรื่องช้างเพื่อนแก้ว ให้เด็ก ๆ ฟัง  เรื่องมีอยู่ว่า  พระโพธิสัตว์เกิดเป็นช้างอาชาไนย มีกำลังมากที่เมืองพาราณสี  เป็นช้างคุณมหาศาล  ช่วยงานได้ทุกอย่าง  ช้างอาชาไทยเป็นช้างที่มีระเบียบ  มายาทมันจะถ่ายที่พื้นเท่านั้น  จะไม่ถ่ายที่น้ำ  ซึ่งต่างจากช้างทั่วไป  แม้กำลังเล่นน้ำอยู่ ก็จะขึ้นฝั่งมาถ่าย 

วันหนึ่งมันได้ถ่ายใกล้แม่น้ำคงคา  ฝนตกชะล้างขี้ช้างอาชาไนยลงแม่น้ำคงคา  น้ำนั้นได้ใหลไปในเมืองพาราณสี  ช้างหลวงกำลังลงเล่นอยู่ เห็นขี้ช้างอาชาไนยก็เกิดความกลัว  ขึ้นฝั่ง  คนเลี้ยงช้างเห็นอาการอย่างนั้น จึงเข้าไปกราบทูลความเป็นมาแก่พระราชา  พระองค์ประสงคช้างอาชาไนยจึงให้ค้นหา  และได้นำมา  ต่อมาไม่นานพระองค์สิ้นพระชนม์ มีศัตรูเมืองอื่น  ช้างอาชาไนยจึงสู้รบกับคนได้รับชัยชนะ

พอเล่าเรื่องจบ  ข้าพเจ้าก็มอบหน้าที่ให้ท่านวิทยาต่อ

วันนี้ช่วงที่สอนภาษาไทยเด็ก  อาจารย์เจ้าอาวาสไม่อยู่วัด  ไปซื้อชุดเครื่องเสียงแบบเคลื่อนที่ได้

19.00น. อาจารย์กลับมาถึงวัด  เอาชุดเครื่องเสียงมาให้  ท่านซื้อมาสองชบุด  ราคาชุดละ  2700 บาท  เอาไว้ใช้สอนเด็ก

ค่ำคืนนี้ ไม่ได้สอนเด็ก  เพราะอาจารย์เจ้าอาวาสท่านพาไปสวดงานศพอีกครั้ง

เมื่อไปถึง  ผู้คนที่มาร่วมงาน  นั่งสนทนาปราศัยกัน  เป็นกลุ่ม – โต๊ะ บ้างทำหน้าที่เป็นแม่ครัว ทำอาหาร  สรุปว่าคนเยอะกว่าตอนกลางวัน  ไปถึงบ้านงานสองทุ่มกว่า สังเกตว่ามีพระรออยู่ก่อนแล้ว  6 รูป  แต่ก็ยังรอพระอีกสองวัด  กว่าจะทำพิธีได้  สามทุ่มกว่า

ข้าพเจ้าเตรียมตัวเทศน์  เพราะอาจารย์เจ้าอาวาสสั่งไว้ว่า  เตรียมเทศน์งานศพหน่อยนะ  ตั้งแต่เมื่อวานนี้  เอาจริงไปสองครั้ง  ก็มิได้เทศน์มีแต่สวดมนต์อย่างเดียว

ขณะเขียนบันทึก  ท่านวิทยาถือยางลบมาให้บอกว่า  เด็กฝากมาให้  ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี  แต่วันนี้ไม่อย่ากคิดอะไรต่อ  ขอนอนดีกว่า

 
 
30 พ.ค. 2553

            วันนี้เป็นวันอาทิตย์  คนมาวัดมากเป็นพิเศษ  ทั้งนำของมาถวายและมาติดต่อธุระอย่างอื่น

            ภัตตาหารเช้า  เพลเยอะแยะ  โดยเฉพาะมื้อเพลนั้น  มีโยมมาจากกัวลาลัมโป( ภาษาท้องถิ่น) สำเนียงพูดออกจีน  แต่ไม่รู้ว่าเป็นจีนกลาง ฮกเกี๊ยน  หรือแต้จิ๋ว

บ่ายสอง  ฝนตกลงเม็ดใหญ่  น้ำพอเต็มโอ่ง ก็หยุด นึกขึ้นได้ว่า  กำลังเพราะเมล็ดบัวดินซึ่งต้นบัวดินชอบน้ำฝน  ข้าพเจ้าเพาะไว้ในกล่องไอติมวอลล์  ปิดฝามิได้อากาศเข้า  ที่สำคัญกลัวไก่จิกกินเมล็ดหมด  จึงย้ายกล่องต้นบัวดิน  จึงเปิดฝาแล้วเอาไปที่โล่งแจ้ง ให้ละอองฝนโปรยลงกล่อง

ข้าพเจ้าเดินไปศาลาสอนหนังสือ  สักประมาณ 30 นาที ฝนหยุดตก  จึงมาเก็บกล่องบัวดินเข้าที่เดิม

ท่านวิทยาสอนเสร็จ  เป็นเวลาว่าง  จึงมานั่งสนทนาใต้ร่มโพธิ์อินเดีย  ติดกับประดู่ กิ่งยาวเรียวตรง สูง  ใต้ร่มไม้นี้เอง มีม้าหินอ่อน 3 ชุด พื้นคอนกรีต  เป็นมุมสบาย  ลมโชยพัด ปลอดโปร่ง

อาจารย์เจ้าอาวาสมีธุระต้องไปสวดงานศพจึงบอกให้ข้าพเจ้าสอนแทน  สลับกันวันพรุ่งนี้  ให้เราสององค์ไปสวดงานศพ  ท่านก็จะสอน  ที่ทำให้ต้องเตรียมตัวอย่างมากคือ  ท่านจะให้เทศน์งานศพที่นั่นด้วย ทำให้ข้าพเจ้าวิตกบ้าง   ถึงแม้จะเพิ่งอบรมพระนักเทศน์จบมา  เคยเทศน์ที่วัด  และนั่งบนธรรมาศน์ก็ตามที  ณ  ที่วัดคูบังตีฆาซึ่งเป็นที่แปลกใหม่  อดวิตกกังวลว่า  อนาคตอันใกล้จะเป็นยังไง  จะออกหัวหรือก้อย  ดีร้ายยังไง

20 .00น. เป็นวันที่สองได้สอนธรรมศึกษาตอนกลางคืน พอสวดมนต์ที่โบสถเสร็จ  มาศาลาเรียน  ข้าพเจ้าก็บรรยายเนื้อหาเลย  1.30 ชม. ลวดเดียวไม่หยุด  รู้สึกแป๊บเดียว  นักเรียนขอเข้าห้องน้ำ  มิฉะนั้นอาจจะบรรยาย 2 ชั่วโมง ครั้งเดียวเลย  นักเรียนขอเข้าห้องน้ำ  จึงถือโอกาสให้นักเรีนยพัก 5 นาที 

เนื้อหาที่บรรยาย  หลักใหญ่ใจความคือ พุทธประวัติ  ตอนที่ตรัสรู้แล้ว  และเหตุการณ์ปฐมเทศนา  ในหนังสือตามหลักสูตร  เนื้อหาน้อย ข้าพเจ้าเสริมเติม  หลายเรื่องเข้าไป  ทั้งอดีต  ปัจจุบัน  ยกตัวอย่าง  พูดเรื่องเทวดาที่ไม่มายังโลกมนุษย์  พูดแทรกเรื่องสุขอนามัยแต่ละประเทศลและท้องถิ่น  ยกบางตอนของธรรมบท  เช่น  เรื่องพระจักขุบาล

ช่วงท้าย  จึงให้ทำแบบฝึกหัด  ตอบคำถามซึ่งอาจารย์เจ้าอาวาสเป็นผู้จัดเตรียมไว้ให้เรียบร้อย  ให้นักเรียนทำจนหมดเวลา  แล้วเลิกเรียน  แยกย้ายกันกลับบ้าน

 
 
29 พ.ค. 2553

            รอบเช้าเป็นปกติเหมือนสี่วันที่ผ่านมา  ไม่มีอะไรพิเศษ  ช่วยนกันทำความสะอาด  เก็บขยะ  เศษใบไม้บริเวณใกล้ศาลา ที่พัก

ได้เวลาฉันเช้า  มีโยมผู้หญิงสองคน  ข้าพเจ้าประมาณการว่าน่าจะเป็นแม่ลูกกัน  นำภัตตาหารเช้ามา วันนี้  มีขนม  โรตี น้ำแกง  ข้าวห่อหมก  แบ่งเป็นสองกลุ่มเหมือนเดิม

หลังจากฉันเสร็จ  อาจารย์เจ้าอาวาสปรารภกับเราว่ามีธุระต้องไปทอดผ้าป่า  และร่วมงานศพที่ปาดังเบซาร์ฝั่งไทย  มื้อเที่ยงให้ท่านวิทยาเป็นเจ้าอาวาส น้ำเสียงท่านพูดหยอกล้อสนุกสนาน

ช่วงบ่ายขณะเวลาสอนภาษาไทยของท่านวิทยา  มีรถแล่นเข้ามาวัด  ข้าพเจ้าไม่ได้สอน  จึงทำหน้าที่ต้อนรับสอบถามทักทาย  จึงได้ความว่า  พระสามรูป มาจากปาดังเบซาร์  ได้ยินประมาณนี้  พระเหล่านั้นเป็นชาวจีน จึงฟังไม่ค่อยรู้เรื่องนัก ข้าพเจ้าจึงโทรศัพท์ไปรายงานอาจารย์เจ้าอาวาสให้ทราบทันที  และหาน้ำไปถวาย และมีโยมที่ติดตามมากับพระจีนอีกด้วย

เหมือนเทวดาเอาจำนวนพระมาเติมให้ครบ  เพราะมีพระบวชใหม่เพิ่งสิกขาลาเพศไปสามรูป  ก็มาใหม่อีกสามรูป  เป็นชาวจีนเกิดในมาเลเซีย  รัฐปีนัง  จึงมีจำนวนเท่าเดิมคือ  12 รูป  ตอนค่ำไม่ได้สอน  จึงเป็นเวลาว่างและพักผ่อน

 
 
28 พ.ค. 2553

            วันนี้เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา  คือ วันวิสาขบูชา  จึงมีกิจกรรมให้ทำเยอะทั้งภายในวัดและนอกวัด  เริ่มแต่เช้า  ฉันเช้าเสร็จ  อาจารย์เจ้าอาวาสบอกว่า  จะมีรถมารับไปบิณฑบาตที่สมาคมจีน จำชื่อไม่ได้  ไปถึงที่สมาคม  ผู้คนเต็มไปหมด  มีพระมาถึงก่อนหกเจ็ดรูป  ชาวจีนใส่บาตรกันก่อน  เราไปกันสองรูปได้ปัจจัยแยะอาหารแห้ง ห้าถุงใหญ่  แสดงถึงความเจริญและความสามัคคีของชาวจีนในมาเลเซีย

            มื้อเพลเป็นอาหารเจที่สมาคมจีน  ข้าพเจ้าคุยกับท่านวิทยาถึงความเจริญของมาเลเซียซึ่งล้ำหน้าไทยหลายสถาน  เห็นได้ง่ายจากสาธารณูปการ  ถนนหนทาง  ความปลอดภัยชีวิตทรัพย์สินของประชาชน  อาจจะมีกฏหมายที่เข้มงวด  บังคับใช้อย่างจริงจัง

            รถพาเรามาถึงวัด  ขณะแล่นเข้าสู่ภายในวัด  เห็นรถหลายคันจอดอยู่  ก่อนจะไปรับบิณบาตที่สมาคมจีน 2 รูป ก็ยังสงสัยว่า  ทำไมอาจารย์เจ้าวาสให้เราสองรูปไปกันเอง  ทั้งที่ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรมาก เพราะยังใหม่  มาอยู่แค่สี่ห้าวันเท่านั้น  พอเห็นรถจอดหลายคันจึงเข้าใจทันทีว่า  เพราะท่านเป็นเจ้าอาวาสต้องคอยต้อนรับญาติโยมที่จะมาทำบุญในวันวิสาขบูชาวันนี้

ท่านไม่ได้จัดพิธีใหญ่โต  เพียงสวดมนต์ไหว้พระและเวียนเทียน เท่านั้น แต่คนก็มาวัดอุดหนาฝาครั่ง รถจอดเออ กันเต็มวัด

บ่ายสอง สอนหนังสือเด็ก ๆ

ห้าโมงเย็น  ทำไม้ถูพื้นอันใหญ่  เหมือนวัดป่า เอาไม้มาทำเป็นตัวที   ประจวบกับเห็นพื้นที่วัดและเสนาสนะค่อนข้างกว้าง  แต่ผู้ที่จะดูแลรักษาน้อย  อาจารย์เจ้าอาวาสก็มิได้บอกใครทำ  ใครสมัครใจทำก็ทำ  ท่านขยัน  สมกับเป็นสมภาร  แบกรับภาระหน้าที่ทั้งวัดโดยแท้จริง  ข้าพเจ้าเห็นดังนั้นจึงคิดไอเดีย  ทำไม้ถูกพื้นอันใหญ่  หาไม้  ตะปู  เลื่อย  ก่อร่างสร้างเป็นรูปไม้ขึ้นมา  ต่างคนต่างไม่ถนัดงานช่าง  ท่านวิทยาอวดว่าก่อนจะบวชเคยเป็นช่าง  ทำงานก่อสร้าง  เรื่องพวกนี้ถนัด  แต่ข้าพเจ้าอดขำไม่ได้  เพราะท่านตีตะปูไม่สมกับช่างก่อสร้างเลย  คือตีถูกตีผิด ตะปูบูดเบี้ยวหลายดอก  กว่าจะเสร็จแต่ละอัน

ทำไม้ถูกพื้นทั้งหมด 3 ไม้  ข้าพเจ้าเอาไปทดลองถูกพื้นโบสถ์ซึ่งมีพื้นที่กว้าง  โอ่อ่า  โล่งโถง  ลมพัดถ่ายเทสะดวก  เย็นสบาย  วันนี้ตอนค่ำคนจะมาเวียนเทียนก็เลยถือโอกาสถู  ทำความสะอาด

            20.30น. มีชาวบ้านทั้งใกล้  ไกล  มาร่วมพิธีในวันวิสาขบูชากันมาก  ผิดกับที่ข้าพเจ้าคิดคาดการณ์ไว้เลย  และที่สำคัญ  เวลาอาจารย์เจ้าอาวาสเทศน์ชาวบ้านตั้งใจฟังมาก  ไม่รู้ว่าเป็นเพราะบารมีของท่านที่สั่งสอนดี  หรือประเพณีอันดีงามท้องถิ่นแถวนี้อยู่แล้ว

กว่าจะได้เวียนเทียนก็สี่ทุ่ม หรือตีสิบ (ภาษาท้องถิ่นเรียก)ชาวบ้านจึงต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน

คืนนี้  บรรยากาศดี  ฟ้าโปร่ง  พระจันทร์เพ็ญเด่นท่ามกลางท้องฟ้าอันไร้เมฆหมอกบดบัง มีแสงดาวน้อยสรัสแซมเป็นจุดๆ

ข้าพเจ้าเดินเข้าห้อง  พร้อมเอ่ยวาจาตามประสาคนไกลบ้านพลัดถิ่นว่า “ ผ่านไป อีกหนึ่งวัน”

 
 
27 พ.ค. 2553

            ฉันเช้าเสร็จ  พักผ่อนครู่หนึ่ง  ไปสวดมนต์และฉันเพลที่สมาคมจีน  ข้าพเจ้าเป็นผู้สวดบทสมันตา ฯ ผิดไปหลายตอน  สลับหน้า สลับหลัง  จนอาจารย์เจ้าอาวาสช่วยบอกจึงจบได้  ที่สมาคมจีน  โยมทำอาหารเจเต็มสองโต๊ะ  แบ่งกันฉันมีคนมาร่วมงานเต็มสมาคม 20 กว่าคนได้  และถวายปัจจัย 80 rk

บ่ายสอง  สอนภาษาไทยเด็ก

สองทุ่ม  อาจารย์เจ้าอาวาสมีกิจนิมนต์ไปเทศน์ที่สมาคมจีนเนื่องในวัดวิสาขบูชา  เลยให้ข้าพเจ้ากับทานวิทยาสอนธรรรมศึกษาแทน  เมื่อรู้ว่าต้องทำหน้าที่แทนท่านเพียงไม่นาน  คือเด็กโตอายุ 13-15 ปี  วันแรกๆ ที่มานั่งดูห่างๆ เห็นอาจาย์เจ้าอาวาสสอน  รู้กสึกเด็กตัวโตกันทั้งนั้นก็เลยตื่นเต้น  ข้าพเจ้ามาปรึกษากับท่านวิทยาว่า  วันนี้ต้องสอนหนังสือแทนอาจาย์แล้ว  ซึ่งท่านวิทยากำลังสงฆ์น้ำอยู่  ท่านตะโกนออกมาจากห้องน้ำ ให้เพื่อให้ข้าพเจ้ารอก่อน

ข้าพเจ้ามาน่งรอที่ห้องตัวเอง  สักพักท่านวิทยาสงฆ์น้ำ  แต่งตัวเสร็จ  จึงพากันเดินออกจากห้องเพื่อจะไปสอน  เมื่อเปิดประตูกรงเหล็กทางเข้าของศาลาเรียน  เห็นนักเรียนยืนส่งเสียงคุยกันก้องสนั่นแล้ว  ส่วนใหญ่  เป็นผู้หญิง  ได้ยินเสียงหัวเราะอารมณ์ดี  คงจะตื่นเต้นไม่ต่างจากเราสององค์  จ้าพเจ้าปรึกษากับท่านวิทยาว่าจะทำเหมือนอาจารย์เจ้าวาส  คือ  พาไปสวดมนต์ก่อนเข้าห้องเรียน  ปรากฏว่าแทนที่เราสององค์จะเป็นผู้น้ำสวดมนต์ไหว้พระ  เด็กนักเรียนกลับสอนพวกเรา  เพราะไม่รู้ว่าต้องทำอะไร  ยังไงบ้าง  ขณะสวดมนต์  นั่งสมาธิก้มีเสียงหัวเราะ เป็นระยะๆ  คงเพราะเจอกันใหม่รู้สึกเขิน คงหัวเราะกลบความเขินอาย  ซึ่งข้าพเจ้าเองก็รู้สึกเขินๆ เหมือนกัน แต่ก็สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดี

หลังจากสวดมนต์นั่งสมาธิ  ข้าพเจ้าให้ท่านวิทยาแนะนำตัวก่อน  นักเรียนอารมณ์ดี  ร่าเริง  แจ่มใส  ส่วนใหญ่พูดใหญ่  และฟังกันได้  พอทีข้าพเจ้าบ้าง  แรกๆ  ก็ยืนเขิน ๆ  เพราะไม่คุ้น  มีแต่นักเรียนหญิงเป็นส่วนใหญ่  แต่พอสักพักก็พูดคุย  ถามไถ่นักเรียนเหมือนที่เคยสอนนนักเรียนในเมืองไทย

นักเรียนที่นี่ ตั้งใจเรียน  เกิดในมาเลเซีย  แต่พ่อแม่บ้างก็ ไทย – มาเลเซีย , ไทย- ไทย  เพราะความที่ใกล้ไทย และมีหลายเชื่อชาติ  จึงทำให้คนแถบนี้รวมถึงเด็กนักเรียนได้หลายภาษา เช่น  ไทย  มาลายู จีน อังกฤษ ฯ

 
 
26 พ.ค. 2553

            คืนวันที่ 25 พ.ค. 2553 นอนพลิกไปมาไม่เป็นอันหลับถูกยุงเซ้าชี้ทั้งคืน  ดีที่มีพัดลมตัวใหม่ อาจารย์เจ้าอาวาสซื้อพร้อมชุดโคมไฟ เพื่อต้อนรับ พระมาใหม่ โคมไฟหใม่พัดลมใหม่  แม้จะมียุงเจาะบ้างก็หลับลง

07.30น. อาหารเจ้าจัดเตรียมบนอาสน์สงฆ์  วันนี้ขาดหายพระไปหลายรูป  เพราะสึกขาลเพศก่อนเวลาฉันเล็กน้อย  หน้าตาของสรรพาหารจัดแจงไว้เรียบร้อย  มีข้าวต้ม  ปลาทอด ผัดผักบุ้ง  น้ำพริก

ขณะฉันเช้า  อาจารย์เจ้าอาวาส  ปรารภกับข้าพเจ้าว่าจะพาไปกิจนิมนต์บ้านยาหวี  ข้าพเจ้าฟังท่านเจ้าอาวาสเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างเนื่องจากสำเนียงใต้ และมาเลเซีย  ข้าพเจ้าเป็นคนอีสาน จึงค่อนข้างสับสนเป็นงหลายศัพท์

10.10น. มีโยมขับรถเบ้นซ์มารับไปกิจนิมนต์บ้านยาหวี ใช้เวลา 20 นาที ลักษณะหมู่บ้านเรียงกันหกเจ็ดหลัง  รถพาเราสู่บ้านไม้สองชั้น  มีผู้คนนั่งเรียบรายรอรับด้านขวามือ  ส่วนซ้ายมือมีเตียงสองชุด  บนเตียงมีคนป่วยนอนแอะ  เคลื่อนตัวอย่างช้าๆ  ภายในบ้านมีพระสามรูปนั่งรออยู่ก่อนแล้ว  คณะวัดเราเมื่อเข้าไปสมทบ จึงพร้อมทำพิธีสวมมนต์ เสร็จแล้วฉันเพล  อาหารเต็มตาเมนูใต้  หลังเพลเสร็จ  อาจารย์เจ้าอาวาสพาไปซื้อซิมการ์ดโทรศัพท์ของมาเลเซีย  ท่านซื้อถวายข้าพเจ้าและท่านวิทยาและพิเศษอีกอย่างคือ ข้าพเจ้าได้ถุงโทรศัพท์สีฟ้า

วันนี้ได้รับปัจจัย 50 rk 100 b ช่วงบ่ายสองไปสอนเด็กอ่านและเขียนภาษาไทย

 
 
25 พ.ค. 2553

    เป็นครั้งแรกที่มีโอกาสสัมผัสแผ่นดิน ”มาเลเซีย” ก่อนมาถึงมาเลเซียในความรู้สึกคิดว่า เป็นประเทศอิสลามต่างศาสนากับเราจะไม่ปลอดภัยนัก ซ้ำก่อนหน้านี้ก็หาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต  เลยทราบว่าติดสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยที่มีปัญหา ผู้ก่อการร้าย ฆ่ากันตายรายวัน

08.30น. เวลาท้องถิ่นมาเลาเซีย อาจารย์เจ้าอาวาสไปรับข้าพเจ้ากับท่านวิทยาฝั่งไทยข้ามมาประเทศมาเลเซีย

    อาจารย์เจ้าอาวาสอัธยาศัยใจดี พูดแนะนำข้อมูลเกี่ยวกับมาเลเซีย  และนักเรียนของท่าน  ปัญหาแรกเริ่มเล่าถึงความเป็นมาของตัวท่านและวัดที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่

            ไม่ถึงสามสิบนาที รถคันเล็กสี่ที่นั่งเต็มพร้อมผู้โดยสาร เลี้ยวขวา  มีบ้านเรือนห่างบางตาอยู่ตามแยก  ข้าพเจ้ามองเห็นถนัดชัดไกลตาภูเขาหินและป่ารกชัฏด้วยไม้หนาทึบ  ขอบถนนเขียวสะขาด สองสามนาทีจึงเห็นรถวิ่งสวนทางกัน ท้องฟ้าโปร่ง  เมฆขาวพร่างพราวละเอียดงามตาผ่านภูเขาลูกที่สาม  มีป่าปกใบดกหนา  ลานหญ้าเรียบศาลาทรงไทยเห็นเด่นตา

            รถเลี้ยวซ้ายนำผู้โดยสารถึงจุดมุ่งหมาย ถนนลาดยางสองเส้นมุ่งสู่ศาลา  เกือบสามโมงเช้า  ข้าพเจ้าเอาสัมภาระลง  สอดส่ายตาไล่เลียงบริเวณรอบข้างตัวเองยืนอยู่  สำรวจความแปลกใหม่

    อาจารย์เจ้าอาวาสพาไปห้องพักที่สร้างเหมือนห้องแถว ห้องโล่งด้านนอก  ประตูทางเข้าและพระประธานตรงกันมีอาสน์สงฆ์ต่อกันเป็นห้องครัว เก็บ ถ้วย ชาม ข้าวของเครื่องใช้ หม้อ เตาไฟ ครบพร้อมนานัปการ สองห้องติดกันทางด้านเหนือพระประธาน เป็นที่อยู่ของข้าพเจ้าลักษณะตีไม้อัดกั้นเป็นสองห้อง ข้าพเจ้าเลือกมุมสุด  เพราะห้องแรกประตูทางเข้าตรงกับประตู ทางไปห้องน้ำด้านหลัง ซึ่งข้าพเจ้าเรียนโหวงจุ้ยมา ประตูตรงกันนั้นไม่ดี  จึงได้เลือกมุมเหนือสุดของอาคาร

    จัดของเข้าที่แล้ว จึงเดินเล่นชมบรรยากาศบริเวณรอบวัด  ที่ของวัดติดภูเขาทีน้ำตก  สระบัวอยู่ชายเขาตะวันออกของวัด  ปลาเยอะอุดมสมบูรณ์  ฝั่งนี้ของวัดสร้างกุฏิไม้สามหลัง  ดอกหญ้าขึ้นสูงเท่าเข่า เดินผ่านต้องเลิกผ้าให้สูง มิฉะนั้น  ดอกหญ้าติดผ้าจะทำให้ระคายเคือง พื้นที่ของวัดที่มองเห็นประมาณ 30-40 ไร่  ด้านหลังทิศตะวันออกของวัด  เป็นสวนยางพารา อันปรากฏร่องรอยการกรีดยาวนาน

    ได้เวลาฉันเพล 11.30 น. พระรวมกันที่ศาลาซึ่งเป็นอาคารเดียวกับที่ข้าพเจ้าพักนั่นเอง  พระทั้งหมด 12 รูป รวมเจ้าอาวาสด้วย อาหารใต้ ปลาทูทอด ไข่เจียว ผัดผักบุ้ง น้ำพริก ต้มจืด ผะแนงเนื้อ ใส่ปิ่นโตเรียงยาวบนอาสน์สงฆ์ คือ เมนูแรกในมาเลเซีย

อากาศค่อนข้างร้อน ประกอบกับอาคารนี้ลมไม่ผ่านจึงนั่งเหงือตกกัน

หลังจากฉันเพลกันเสร็จ เวลาบ่ายสองของที่วัดนี่  จะมีเด็กๆ  มาเรียนภาษาไทย

    ตกเย็นข้าพเจ้ากับท่านวิทยาช่วยกันซักผ้า และจัดห้องอีกครั้ง  เปลี่ยนเตียงนอนหันหัวไปทิศตะวันตก ซึ่งไทยเราถือมาก เพราะทิศตะวันตกมีแต่คนตายเท่านั้น ที่จะหันไปทิศนั้น ข้าพเจ้าจึงขอร้องให้ท่านวิทยาช่วยยกเตียงหันไปทิศเหนือ และตู้หนังสือ

    20.00น. มีเด็กโตอายุราว สิบสามถึงสิบห้าปี มาเรียนธรรมศึกษา ตอนกลางวันจะมีพระมิใช่เจ้าอาวาสสอนภาษาไทย แต่คาบนี้จะเป็นหน้าที่ของเจ้าอาวาสเป็นอาจารย์สอน เวลาเลิกเรียนสี่ทุ่ม  เด็กกลับบ้านหมด  อาจารย์เจ้าอาวาสมานั่งคุยกับกลุ่มเรา ซึ่งนั่งอยู่ใต้ร่มโพธิ์และประดู่ มีม้าหินอ่อนสามชุดตั้งอยู่  นานหลายชั่วโมงจนดึก ท่านบอกขอตัวไปพักผ่อน  เพราะพรุ่งนี้เช้ามีภาระต้องสึกพระใหม่

คืนนี้ ขอจบบันทึก เรื่องราวมาเลเซียไว้แค่นี้ก่อน 00.31น.

 
 
Start blogging by creating a new post. You can edit or delete me by clicking under the comments. You can also customize your sidebar by dragging in elements from the top bar.
 
    Picture
    ภาณุ

    เยือนถิ่นมาเลเซีย

    กาลครั้งยังถิ่นมาเลเซีย
    มีหลายสิ่งเจียรไนไม่หมด
    ธรรมชาติและผู้คนช่างงามงด
    น่าจดจำว่าคราวหนึ่งซึ้งถิ่นนี้

    Archives

    January 2011

    Categories

    All